(มก.1.32-39) บทเรียนที่ไม่ควรลืมในเวลารับใช้
คำนำ พระเยซูทรงเป็นต้นแบบในการรับใช้ของเราทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นพระบรมครู เราได้รับบทเรียนมากมายเมื่อมองดูการรับใช้ของพระองค์
1) ไม่ควรลืมว่า "เป็นงานที่ต้องเสียสละ" (32)
"เวลาเย็นวันนั้น ครั้นตะวันตกแล้ว......"
"ครั้นตะวันตกแล้ว" หมายถึง มืดค่ำแล้วแต่งานรับใช้ยังดำเนินต่อไป งานยังไม่เสร็จ ยังมีคนมากมายต้องการการช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้า นั่นแสดงให้เห็นว่า งานรับใช้นั้นไม่มีกำหนดเวลาเข้างาน หรือ เลิกงาน เป็นงานที่ทำตลอดเวลา ซึ่งคนที่เสียสละเท่านั้นจะรับใช้ได้
ดังนั้นผู้ที่จะรับใช้พระเจ้า ต้องตระหนักเสมอว่างานที่เรากำลังทำนั้น เป็นงานที่ต้องเสียสละ เพราะเป็นงานหนัก เป็นงานที่ต้องทำให้ด้วยหัวใจ ด้วยความรัก ไม่เช่นนั้นเราจะทำไม่ได้
-มาตราฐานของการเป็นสาวก คือ "การเสียสละ" พระเยซูตรัสใน (มก.8.34) บอกว่า "ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตนเอง รับกางเขนของตน แบกและตามเรามา"
-ผู้รับใช้ / ผู้นำ / ผู้เลี้ยง ต้องเสียสละ (ยน.10.11)
2) ไม่ควรลืมว่า "เป็นงานที่ต้องเห็นแก่คนมากมาย" (33)
"และคนทั้งเมือง ก็แตกตื่นมาออกันอยู่ที่ประตู"
มืดค่ำแล้วแต่คนมากมายยังต้องการพระเยซู และพระองค์ก็ตอบสนองประชาชนโดยการช่วยเหลือพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผู้รับใช้ต้องตระหนักเสมอ คือ เห็นแก่ส่วนรวม มิใช่ส่วนตัว
เราต้องเห็นแก่ชีวิตผู้คนมากมายเป็นหลัก มิใช่เห็นแก่ชีวิตของตนเอง หรือของครอบครัวของตนเองเป็นหลัก แต่เห็นแก่คนอีกมากมายที่ยังต้องการพระเจ้า ตัวอย่าง พระเยซูทรงเลี้ยงประชาชน 5,000 คน เพราะเห็นแก่พวกเขาที่มาฟังคำสอนและไม่มีอาหารทาน แม้สาวกจะขอให้ประชาชนกลับบ้านไปหาอะไรรับประทาน แต่พระเยซูทรงบอกให้เลี้ยงประชาชน (มธ.14.15-16) คัวอย่าง กษัตริย์ดาวิด ทรงหิวน้ำ แต่ก็ไม่ยอมดื่มน้ำที่บรรดาทหารยอมเสี่ยงชีวิตกันฝ่าวงล้อมข้าศึกออกไปเอาน้ำมาให้พระองค์ดื่ม แสดงให้เห็นถึงการเห็นคุณค่าของคนหลายคน มากกว่าความต้องการส่วนตัว (2ซมอ.23.17) ตัวอย่าง อับราฮัม เห็นแก่คนมากมายที่เมืองโสโดม และท่านร้องขอชีวิตต่อพระเจ้า (ปฐก.18.22) เผื่อว่าจะมีคนชอบธรรมอยู่ที่นั่นบ้าง ตัวอย่าง พระเจ้าทรงเห็นแก่คนมากมายที่เมืองนีนะเวห์ ขณะที่โยนาห์ไม่สนใจชีวิตคนมากมายเหล่านั้น (ยนา.4.10-11)
3) ไม่ควรลืมว่า "เป็นงานที่ต้องรอบคอบ" (34)
"...แต่ผีเหล่านั้น พระองค์ทรงห้ามมิให้มันพูด เพราะว่ามันรู้จักพระองค์"
พระเยซูคริสต์ทรงรอบคอบ ทรงรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยว่าพระองค์เป็นใคร เพราะงานใหญ่จะเสียหาย งานพระเจ้า งานคริสตจักร งานที่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ กับชีวิตคน เป็นงานใหญ่ที่ต้องการความละเอียดรอบคอบ เพราะถ้าทำอะไรไม่ระวัง ไม่รอบคอบ ก็จะนำความเสียหายมาสู่งานรับใช้ได้ ดังนั้นต้องคิดใคร่ครวญ ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนพูด และก่อนตัดสินใจกระทำสิ่งใดลงไป เพราะจะส่งผลมากมายต่อหลายชีวิต และต่อพระเกียรติของพระเจ้า ตัวอย่าง ดาวิดใจร้อนจะฆ่านาบาล ผู้หมิ่นประมาทดาวิด แต่นางอาบีกายิล ภรรยาของนาบาล ได้เข้ามาให้สติจนดาวิดได้สติ และขอบคุณนางในความรอบคอบ (1ซมอ.25.3)
-(ยก.1.19) "ให้ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ"
-(มธ..48) " จงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน... เป็นผู้ดีรอบคอบ"
4) ไม่ควรลืมว่า "เป็นงานที่ต้องพึ่งพาพระเจ้า" (35)
"ครั้นเวลาเช้ามืด....ทรงเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว...อธิษฐาน"
งานรับใช้พระเจ้า ผู้รับใช้พระเจ้า เป็นงานที่ใกล้ชิดพระเจ้า ใกล้ชิดสวรรค์ เราต้องการกำลังที่มาจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์เองทรงเป็นแบบอย่างในการพึ่งพากำลังที่มาจากพระบิดา เราเองก็ควรทำเช่นนั้น ต้องอธิษฐานก่อนเริ่มต้นรับใช้ในแต่ละวัน ต้องมีสถานที่ๆ เราจะสามารถสงบต่อพระเจ้า ทูลรายงานพระองค์ถึงงานที่ทรงมอบหมายให้เราดูแล สื่อสาร และฟังเสียงพระองค์ เราต้องพึ่งกำลังที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งกำลัง มิใช่พึ่งพาแต่สิ่งอื่นที่คิดเหมาเอาว่าจะช่วยเราได้ โดยลืมปรึกษากับพระเจ้า
-(อสย.31.1) "วิบัติแก่คนเหล่านั้น ผู้ลงไปอียิปต์ หมายพึ่งรถรบรถม้า แต่ไม่ได้พึ่งพระเจ้า"
เราต้องให้พระเจ้านำหน้าเราในการทำงานของพระองค์ อย่าเดินนำหน้าพระองค์แต่ให้พระองค์นำ เพื่อเราจะไม่พลาดและล้มเหลว (ฉธบ.31.8) "ผู้ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์สถิตอยู่ด้วย จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย..." ตัวอย่าง ทีมประกาศ ของ เปาโล สิลาส และทิโมธี ขณะกำลังประกาศที่ฟิลิปปี ใน (กจ.16.13) บอกว่า "ในเช้าวันสะบาโต ท่านได้ออกจากประตูเมือง ไปยังฝั่งแม่น้ำ เข้าใจว่ามีที่อธิษฐาน"
5) ไม่ควรลืมว่า "เป็นงานเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐ" (36-39)
"...ให้เราทั้งหลายไปในตำบลบ้านใกล้เคียง เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่น ด้วยที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง.."
ขณะที่พระเยซูกำลังอธิษฐานอยู่ พวกสาวกได้เข้าไปขัดจังหวะของการอธิษฐาน แต่เมื่อพระเยซูทรงทราบถึงเป้าหมายในการเข้ามาขัดจังหวะของสาวกก็คือ มาบอกพระองค์ว่า "คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์" (36) พระองค์ก็ได้ตัดสินใจลุกขึ้นนำในการประกาศข่าวประเสริฐทันที โดยตระหนักว่า พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ก็เพื่อการนั้น คือ เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ ดังนั้นการประกาศ การช่วยคน จึงสำคัญมากที่สุด เราสามารถละการอธิษฐาน หรือละพันธกิจด้านอื่นๆ ไว้ก่อนได้ เมื่อต้องช่วยคนให้ได้รับความรอด
อย่าอ้างการอธิษฐาน หรือ มัวแต่แสดงออกในการอธิษฐาน แต่เท้าไม่ก้าวออกไป ปากไม่เปิดออกพูดข่าวประเสริฐ (รม.10.14-15) เป็นคริสเตียนที่ชอบบอกให้พระเจ้าทำงาน แต่ตัวเองไม่ทำงาน อาจเป็นเพราะไม่กล้า ไม่เข้าใจ หรือ ไม่รู้เลยว่าหน้าที่ของคริสเตียนคืออะไร ! หรือ เป็นคริสเตียนที่ถนัดไปทางขอๆๆ เก่งไปในทางพูดๆๆ แต่ไม่ได้ตระหนักถึง ภาระใจและนิมิต ของพระเจ้า ที่ปรารถนาที่จะเห็นคนทั้งโลกที่หลงหายไปเพราะความบาป กลับมาหาพระเจ้า (2ปต.3.9) เราต้องไม่ลืมหัวใจความต้องการของพระเยซู ในการเรียกเราให้รับใช้พระองค์ ก็เพื่อข่าวประเสริฐนั่นเอง (มธ.28.19-20, มก.16.15, กจ.1.8)
-(1คร.9.16) อ.เปาโล บอกว่า "ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐ วิบัติจะเกิดกับข้าพเจ้า"
-(รม.10.20) อ.เปาโล ตั้งเป้าในชีวิตของท่านว่า "...จะประกาศข่าวประเสริฐ ในที่ซึ่งไม่มีใครเคยออกพระนามพระคริสต์มาก่อน..."
-(1คร.9.22) อ.เปาโล บอกว่า "...ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง"
-(รม.1.17) "เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้า ก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น